ข้อ ๘ ถ้าทนายความที่จัดหาให้ปฏิเสธไม่รับเป็นทนายความ ให้ผู้จัดหาทนายความจัดหาทนายความในบัญชีลำดับถัดไปเป็นทนายความแทน ทั้งนี้ ให้ผู้จัดหาทนายความบันทึกเหตุที่ทนายความปฏิเสธไว้
ถ้าการปฏิเสธไม่มีเหตุตามข้อ ๗ ให้ผู้จัดหาทนายความแจ้งไปยังสภาทนายความเพื่อประกอบการพิจารณานำชื่อทนายความดังกล่าวออกจากบัญชี และแจ้งให้ทนายความผู้นั้นทราบด้วย
ข้อ ๙ เมื่อมีการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาแล้ว จะจัดหาทนายความให้ใหม่ไม่ได้ เว้นแต่
(๑) ทนายความตายหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
(๒) ทนายความขอถอนตัวโดยมีเหตุอันสมควรที่ทำให้ทนายความไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ หรือ
(๓) เมื่อผู้ต้องหามีเหตุอันสมควรที่จะขอถอนทนายความ
เมื่อมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้จัดหาทนายความใหม่ให้แก่ผู้ต้องหาโดยเร็ว และให้นำความในข้อ ๖ ถึงข้อ ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๑ เมื่อมีกรณีที่ต้องทำสำนวนสอบสวนร่วมกันตามมาตรา ๑๕๕/๑ ให้พนักงานสอบสวนรีบแจ้งไปยังพนักงานอัยการในท้องที่ที่มีเขตอำนาจในโอกาสแรกเท่าที่จะพึงกระทำได้เพื่อเข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวนกับพนักงานสอบสวน
การแจ้งตามวรรคหนึ่ง อาจทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ได้ ในกรณีที่แจ้งด้วยวาจาให้พนักงานสอบสวนบันทึกการแจ้งไว้ในสำนวนสอบสวนด้วย
ข้อ ๒ เมื่อพนักงานอัยการได้รับแจ้งตามข้อ ๑ ให้พนักงานอัยการมีหน้าที่เข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวน แต่ในกรณีที่มีเหตุขัดข้องอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้พนักงานอัยการไม่อาจเข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวนกับพนักงานสอบสวนได้ ให้พนักงานอัยการแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ ให้พนักงานสอบสวนบันทึกเหตุที่พนักงานอัยการไม่สามารถเข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวน และให้รอพนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวน
ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนและมีเหตุอันควรไม่อาจรอพนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนสอบสวนไปพลางก่อนได้ แต่ต้องบันทึกเหตุที่ไม่อาจรอพนักงานอัยการไว้ในสำนวนสอบสวน และให้ถือว่าการทำสำนวนสอบสวนนั้นชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ ๓ ในการทำสำนวนสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบการทำสำนวนสอบสวน และให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการหารือกันตั้งแต่ชั้นเริ่มคดีเพื่อกำหนดแนวทางในการทำสำนวนสอบสวน
ข้อ ๔ ในการทำสำนวนสอบสวนร่วมกัน พนักงานอัยการอาจดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้คำแนะนำแก่พนักงานสอบสวนในการทำสำนวนสอบสวน โดยทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ได้ ทั้งนี้ ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหรือบันทึกคำแนะนำของพนักงานอัยการไว้ในสำนวนสอบสวน
(๒) แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบถึงความประสงค์จะตรวจสอบพยานหลักฐานหรือเรียกให้พนักงานสอบสวนนำพยานหลักฐานมาให้ตรวจสอบก็ได้ โดยพนักงานอัยการต้องลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบพยานหลักฐานด้วย
(๓) ร่วมกับพนักงานสอบสวนในการถามปากคำผู้เสียหาย ผู้ต้องหา พยาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยพนักงานอัยการต้องลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของบุคคลดังกล่าวด้วย
(๔) ในกรณีที่พนักงานอัยการมีความประสงค์จะให้มีการถามปากคำบุคคลใดนอกเหนือจากบุคคลที่พนักงานสอบสวนจะถามปากคำ ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ ในกรณีที่พนักงานอัยการร่วมถามปากคำ ให้พนักงานอัยการลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของบุคคลดังกล่าวด้วย
ข้อ ๕ การดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ หากพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นไม่ตรงกัน พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการอาจทำความเห็นของตนรวมไว้ในสำนวนสอบสวนด้วยก็ได้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทน ค่าพาหนะเดินทางแก่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าร่วมในการร้องทุกข์ การสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้องและการพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒ ทวิ พ.ศ. ๒๕๔๙”
ข้อ ๒* ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนแก่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าร่วมในการร้องทุกข์ การสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้องและการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒ ทวิ พ.ศ. ๒๕๔๓
บรรดาระเบียบ ข้อบังคับหรือคำสั่งใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ ๔ ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลสั่งจ่ายค่าตอบแทนและค่าพาหนะเดินทางแก่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าร่วมในการร้องทุกข์ การสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้อง และการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒ ทวิ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ในข้อ ๕ และข้อ ๖
ข้อ ๕ ค่าตอบแทนที่จ่ายให้แก่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ ให้เบิกจ่ายเมื่อปฏิบัติหน้าที่ในอัตราคนละครั้งละ ๕๐๐ บาท โดยให้เบิกจ่ายไม่เกินคนละ ๑ ครั้งต่อวัน
ข้อ ๖ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ที่พนักงานสอบสวนหรือศาลขอให้มาให้ความเห็นมีสิทธิได้รับค่าพาหนะเดินทาง ดังนี้
๖.๑ ผู้ที่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการ ให้ใช้สิทธิเบิกจ่ายได้ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
๖.๒ ผู้ที่เป็นบุคคลภายนอก ให้มีสิทธิในการเบิกจ่ายได้ตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเทียบตำแหน่งนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการจ่ายค่าป่วยการแก่ล่ามและล่ามภาษามือที่ศาลจัดหาให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๓ ทวิ พ.ศ. ๒๕๓๙”
ข้อ ๒* ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๓๙ มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ศาลสั่งจ่ายค่าป่วยการแก่ล่ามและล่ามภาษามือที่ศาลจัดหาให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๓ ทวิ เมื่อล่ามหรือล่ามภาษามือนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ ๔ และข้อ ๕
ข้อ ๔ ค่าป่วยการที่จ่ายให้แก่ล่ามหรือล่ามภาษามือ ให้คิดเป็นรายชั่วโมงในอัตราตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนด แต่ต้องไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๓๐๐ บาท และไม่เกินชั่วโมงละ ๕๐๐ บาท แต่ค่าป่วยการที่ศาลสั่งจ่ายแก่ล่ามหรือล่ามภาษามือสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งหนึ่งต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓๐๐ บาท
ข้อ ๕ ในการกำหนดอัตราค่าป่วยการที่คิดให้แก่ล่ามหรือล่ามภาษามือ ให้ศาลพิจารณาถึงความยากง่ายในการแปลหรือสื่อความหมาย คุณวุฒิและความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาของล่ามหรือล่ามภาษามือ ตลอดจนพฤติการณ์อื่นใดที่ศาลเห็นสมควรนำมาประกอบการพิจารณา
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๒ วรรคสอง พ.ศ. ๒๕๕๐”
ข้อ ๒* ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้กำหนดเงินรางวัลแก่ทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๒ วรรคสอง ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ในการกำหนดจำนวนเงินรางวัลตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงความยากง่ายของคดีในส่วนแพ่ง กับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความได้ปฏิบัติในการว่าความคดีนั้น โดยให้คำนึงถึงความเอาใจใส่ในการดำเนินคดี และค่าใช้จ่ายที่ทนายความได้เสียไปและพฤติการณ์ทั้งปวงในคดีของทนายความประกอบด้วย
ข้อ ๔ ให้สั่งจ่ายเงินรางวัลตามข้อ ๓ วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งคดีในส่วนแพ่งแล้ว และในกรณีที่มีการดำเนินคดีในส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาหรือชั้นบังคับคดีให้ศาลชั้นต้นสั่งจ่ายเงินรางวัลเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาแล้ว หรือเมื่อการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง แล้วแต่กรณี แต่ทั้งนี้เงินรางวัลทั้งหมดที่สั่งจ่ายในคดีนั้นต้องไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ข้อ ๕ ค่าใช้จ่ายของทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๒ วรรคสอง ในกรณีที่มีการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่น ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ โดยเทียบตำแหน่งทนายความที่ศาลตั้งให้ผู้เสียหายกับตำแหน่งข้าราชการพลเรือนเพื่อสิทธิในการเบิกจ่าย ดังนี้
(๑) ผู้ที่เป็นทนายความมาแล้วยังไม่ถึง ๕ ปี เทียบเท่ากับตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ระดับ ๕
(๒) ผู้ที่เป็นทนายความมาแล้วตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๑๐ ปี เทียบเท่ากับตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ระดับ ๖
(๓) ผู้ที่เป็นทนายความมาแล้วตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๑๕ ปี เทียบเท่ากับตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ระดับ ๘
(๔) ผู้ที่เป็นทนายความมาแล้วตั้งแต่ ๑๕ ปีขึ้นไป เทียบเท่ากับตำแหน่งข้าราชการพลเรือน ระดับ ๙
ในการพิจารณาให้ทนายความของผู้เสียหายตามประเด็นไปว่าความที่ศาลอื่น ศาลพึงอนุญาตเฉพาะกรณีตามประเด็นไปเพื่อว่าความคดีในส่วนแพ่งที่เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายเท่านั้น
ข้อ ๖ ทนายความของผู้เสียหายมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายตามข้อ ๕ เมื่อได้ปฏิบัติหน้าที่แล้วเสร็จในแต่ละครั้ง และให้ศาลชั้นต้นอนุมัติในการเบิกจ่าย
ข้อ ๗ ให้ศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาจัดทำบัญชีรายชื่อทนายความซึ่งได้แจ้งความประสงค์ต่อศาลว่าจะรับเป็นทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๒ วรรคสอง โดยให้มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อรวมทั้งประสบการณ์หรือระยะเวลาการทำงานของทนายความนั้นตามสมควร
ในการพิจารณาตั้งทนายความให้ผู้เสียหาย ศาลควรพิจารณาก่อนว่าคดีมีความจำเป็นต้องตั้งทนายความให้หรือไม่ ในกรณีที่เห็นสมควรตั้งให้ ศาลพึงคำนึงถึงความยากง่ายของคดีและประสบการณ์ของทนายความที่จะแต่งตั้งประกอบด้วย
ข้อ ๘ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมรักษาการตามระเบียบนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการส่งหมายเรียกพยานแก่เจ้าพนักงานผู้ส่งหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๕/๑ พ.ศ. ๒๕๕๕”
ข้อ ๒* ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป